Clear
Lead Graphic Papers

วิธีปิดการทำงานของ Java ในเว็บเบราว์เซอร์

ผู้เขียน: วิศัลย์ ประสงค์สุข
วันที่เผยแพร่: 14 ก.ย. 2555
ปรับปรุงล่าสุด: 14 ก.ย. 2555

Share on Facebook Share on Twitter Share on Google+

Java เป็นภาษาหนึ่งที่ใช้ในการพัฒนาโปรแกรมคอมพิวเตอร์ ถูกคิดค้นโดยบริษัท Sun Microsystems โปรแกรมที่พัฒนาโดยภาษา Java สามารถทำงานได้โดยไม่จำเป็นต้องยึดติดกับระบบปฏิบัติการใดเพียงระบบเดียว เนื่องจากโปรแกรมที่เขียนขึ้นโดยภาษา Java จะทำงานผ่าน Java Runtime Environment (JRE) ซึ่งจะเป็นการจำลองระบบขึ้นมาเพื่อประมวลผลคำสั่งภาษา Java ทำให้โปรแกรมที่พัฒนาขึ้นมาสามารถนำไปใช้งานบนระบบปฏิบัติการอื่นได้โดยไม่ ต้องแก้ไขโค้ดของโปรแกรม [1]

เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2555 ทางไทยเซิร์ตได้ประกาศแจ้งเตือนเกี่ยวกับช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยของ JRE เวอร์ชัน 7 โดยหากผู้ใช้เข้าไปยังเว็บไซต์ที่มีการเรียกใช้งาน Java Applet ที่เป็นอันตราย (Java Applet คือโปรแกรมขนาดเล็กที่พัฒนาโดยภาษา Java ซึ่งสามารถแสดงผลเป็นส่วนหนึ่งของหน้าเว็บไซต์ได้) ช่องโหว่นี้จะทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ของผู้ใช้ดาวน์โหลดโปรแกรมไม่พึง ประสงค์เข้ามาติดตั้งโดยผู้ใช้ไม่รู้ตัว ผู้เชี่ยวชาญได้ออกมาให้คำแนะนำว่าควรปิดการทำงานของ Java ในเว็บเบราว์เซอร์ หรือหากไม่มีความจำเป็นต้องใช้งาน Java Applet ควรลบโปรแกรม JRE ออกจากระบบ [2]

ดังนั้น บทความนี้จึงขอนำเสนอวิธีการปิดการทำงานของ Java ในเว็บเบราว์เซอร์ที่ได้รับความนิยมสูงในประเทศไทย อันได้แก่ Mozilla Firefox, Google Chrome, Safari และ Internet Explorer การปิด Java ในที่นี้จะเป็นการปิดการทำงานของ JRE ในเว็บเบราว์เซอร์ แต่ JavaScript ยังคงทำงานได้ตามปกติ

การปิดการทำงานของ Java ใน Mozilla Firefox

ในตัวอย่างนี้จะใช้ Mozilla Firefox เวอร์ชัน 15 ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้

1. คลิกที่ปุ่มเมนู Firefox ด้านบนซ้ายของหน้าต่าง และคลิกที่ Add-ons ดังรูปที่ 1

Pp2012no0015-1.png
รูปที่ 1 คลิกที่ Add-ons

2. เมื่อ หน้าต่าง Add-ons Manager ปรากฎขึ้นมา ให้คลิกที่แถบ Plugins จากนั้นค้นหา Java (TM) Platform แล้วคลิกที่ปุ่ม Disable ดังรูปที่ 2

Pp2012no0015-2.png
รูปที่ 2 Disable Java (TM) Platform

การปิดการทำงานของ Java ใน Google Chrome

ในตัวอย่างนี้จะใช้ Google Chrome เวอร์ชัน 21 ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้

1. พิมพ์ “chrome://plugins” ลงในช่อง Address bar ของเบราว์เซอร์ จะปรากฎรายการ Plug-ins ทั้งหมดที่ติดตั้งอยู่ใน Chrome ดังรูปที่ 3

Pp2012no0015-3.png
รูปที่ 3 แสดงรายการ Plug-in ที่ติดตั้งใน Chrome

2. คลิกที่ปุ่ม Disable ภายใต้กรอบ Java ดังรูปที่ 4

Pp2012no0015-4.png
รูปที่ 4 Disable Java

การปิดการทำงานของ Java ใน Safari

ในตัวอย่างนี้จะใช้ Safari เวอร์ชัน 5 ซึ่งมีวิธีการทำดังนี้ [3]

1. คลิกที่รูปเฟืองด้านขวามือของหน้าต่าง Safari และเลือกที่ Preferences... ดังรูปที่ 5

Pp2012no0015-5.png
รูปที่ 5 คลิกที่ Preferences...

2. เมื่อหน้าต่างการตั้งค่าปรากฎขึ้น คลิกที่แถบ Security และนำเครื่องหมายถูกออกจาก Enable Java ดังรูปที่ 6

Pp2012no0015-6.png
รูปที่ 6 นำเครื่องหมายถูกออกจาก Enable Java

การปิดการทำงานของ Java ใน Internet Explorer

การปิดการทำงานของ Java ใน Internet Explorer (IE) นั้น ไม่สามารถทำได้โดยการ Disable ปลั๊กอินของ Java เหมือนในเว็บเบราว์เซอร์ตัวอื่น ๆ เนื่องจาก IE นั้นไม่ได้มอง Java เป็นส่วนเสริมของเบราว์เซอร์เหมือนกับปลั๊กอินทั่วไป ทาง Microsoft ได้แนะนำให้ผู้ใช้แก้ไขค่า Registry ของระบบเพื่อปิดการทำงานของ Java ด้วยตนเอง [4] แต่เนื่องจากการแก้ไข Registry มีความเสี่ยงที่หากแก้ไขผิดพลาดอาจทำให้ระบบไม่สามารถทำงานต่อได้ ดังนั้นผู้ที่ใช้งาน IE จึงควรกำหนดค่า Security ให้อยู่ที่ระดับ High จนกว่าจะมีมาตรการแก้ไขที่สามารถทำได้สะดวกและปลอดภัยกว่านี้ ใน IE เวอร์ชัน 9 สามารถกำหนดค่า Security ได้ดังนี้

1. คลิก ที่รูปเฟืองด้านขวาของหน้าต่าง IE เลือก Internet options ดังรูปที่ 7 (ใน IE เวอร์ชันอื่นสามารถคลิกที่เมนู Tools และเลือก Internet options)

Pp2012no0015-7.png
รูปที่ 7 เลือก Internet options

2. เมื่อหน้าต่าง Internet options ปรากฎขึ้น คลิกที่แถบ Security และปรับ Security level for this zone ให้เป็น High ดังรูปที่ 8

Pp2012no0015-8.png
รูปที่ 8 ปรับ Security level for this zone ให้เป็น High


อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่า Security ให้อยู่ในระดับ High นั้นเป็นการปิดการทำงานของความสามารถที่อาจเป็นอันตรายต่อระบบ ให้เหลือเพียงความสามารถในการเข้าใช้งานเว็บไซต์ขั้นพื้นฐานเท่านั้น ซึ่งผู้ใช้อาจพบปัญหาในการเข้าใช้งานบางเว็บไซต์ที่ต้องการความสามารถอื่นๆ นอกเหนือจากการแสดงผลเว็บไซต์ เช่น เว็บไซต์ที่มีการใช้งาน JavaScript หรือเว็บไซต์ที่มีคลิปวิดีโอ เป็นต้น ซึ่งหากจำเป็นต้องเข้าถึงเว็บไซต์ที่มีความสามารถดังกล่าว ควรเปลี่ยนไปใช้เบราว์เซอร์อื่นแทน

การทดสอบการทำงานของ Java

ผู้ใช้สามารถทำการทดสอบว่าได้ปิดการทำงานของ Java แล้วหรือยัง โดยการเข้าเว็บไซต์ที่ใช้ Java applet ในการแสดงผลหน้าเว็บไซต์ ในที่นี้ขอยกตัวอย่างหน้าเว็บไซต์ของ java.com ซึ่งมี URL คือ

http://www.java.com/en/download/testjava.jsp

หาก Java ยังใช้งานในเว็บเบราว์เซอร์ได้ จะมีข้อความแจ้งว่า “Your Java is working” ดังรูปที่ 9 แต่หากปิดการทำงานของ Java แล้ว เว็บเบราว์เซอร์จะแสดงข้อความว่าไม่พบปลั๊กอินของ Java ในระบบ ซึ่งแต่ละเบราว์เซอร์อาจแสดงผลต่างกัน เช่น หากเป็น Firefox จะแสดงข้อความ “Something is wrong. Java is not working ” ดังรูปที่ 10

Pp2012no0015-9.png
รูปที่ 9 เมื่อไม่ปิดการทำงานของ Java

Pp2012no0015-10.png
รูปที่ 10 การแสดงผลของ Firefox เมื่อปิดการทำงานของ Java แล้ว


เนื่องจาก Java เป็นโปรแกรมที่มีการแจ้งช่องโหว่ค่อนข้างบ่อย และการปล่อยอัพเดตเพื่อแก้ไขปัญหานั้นใช้เวลานาน การปิดการทำงานของ Java ในเว็บเบราว์เซอร์ จึงเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถช่วยในการป้องกันตัวจากภัยคุกคามซึ่งเกิดจากช่องโหว่ของ Java ดังที่ได้กล่าวไว้ในข้างต้นได้ แต่หากผู้ใช้มีความจำเป็นต้องใช้งานเว็บไซต์ที่มี Java Applet เช่น เว็บไซต์ภายในหน่วยงาน ก็อาจเปิดใช้งาน Java ได้ เพียงแต่ต้องมั่นใจว่าเว็บไซต์นั้นปลอดภัยจริง ๆ และเมื่อใช้งานเสร็จแล้ว ก็ควรปิดการทำงานของ Java ไว้ตามเดิม

อ้างอิง

  1. http://searchsoa.techtarget.com/definition/Java
  2. http://www.thaicert.or.th/alerts/corporate/2012/al2012co0018.html
  3. http://support.apple.com/kb/HT5241
  4. http://support.microsoft.com/kb/2751647

Clear