
ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ ตรวจสอบผลลัพธ์การใช้งาน Transport Layer Security (TLS) Protocol Version 1.3 ภายในประเทศไทย พบการใช้งานจำนวน 254,777 รายการ หรือคิดเป็น 72.5% จากทั้งหมด 351,314 รายการ โดยจำแนกเป็นการตรวจสอบผ่าน IP Service พบ 141,148 จาก 209,994 รายการ และการตรวจสอบผ่าน Domain พบ 113,629 จาก 141,320 รายการ แสดงให้เห็นว่ายังคงมีระบบสารสนเทศและเว็บไซต์ของอีกหลายหน่วยงานที่ยังไม่ได้เปิดใช้งานโปรโตคอลมาตรฐานใหม่อย่าง TLS 1.3 หรือยังคงเปิดใช้งานโปรโตคอลเข้ารหัสลับข้อมูลเวอร์ชันเก่าที่ไม่ปลอดภัย [1] จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบและปรับปรุงการตั้งค่า Protocol ให้เป็นเวอร์ชันปัจจุบัน เพื่อปิดช่องโหว่ความมั่นคงปลอดภัยและเพิ่มประสิทธิภาพในการคุ้มครองข้อมูลของระบบบริการออนไลน์ของหน่วยงาน [2]
1. ความสำคัญของโปรโตคอล TLS 1.3 [3]
1.1 เพิ่มความเร็วในการเชื่อมต่อ ลดขั้นตอนการรับส่งข้อมูลเพื่อเชื่อมต่อเหลือเพียง 1 RTT (Round Trip Time) ช่วยให้เปิดหน้าเว็บไซต์ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น
1.2 ใช้ระบบเข้ารหัสที่ปลอดภัยสูง ยกเลิกอัลกอริทึมการเข้ารหัสและฟังก์ชัน Hash รุ่นเก่าที่มีช่องโหว่ทั้งหมด โดยเลือกใช้เฉพาะอัลกอริทึมที่มีความมั่นคงปลอดภัยสูง
1.3 ปกป้องข้อมูลสื่อสารย้อนหลัง ป้องกันการนำ Private Key ในอนาคตกลับมาถอดรหัสข้อมูลสื่อสารในอดีต
2. ผลกระทบและความเสี่ยงจากการยังคงใช้งาน TLS เวอร์ชันเก่า (TLS 1.0 / 1.1)
2.1 เสี่ยงต่อการถูกโจมตีและถอดรหัสข้อมูล (Protocol Downgrade & Decryption) แฮกเกอร์สามารถบังคับให้ระบบถอยกลับไปใช้โปรโตคอลเก่าที่มีช่องโหว่ เพื่อดักถอดรหัสรหัสผ่านหรือข้อมูลได้
2.2 ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความปลอดภัยสากล หน่วยงานที่ไม่ยกเลิก TLS 1.0/1.1 จะไม่ผ่านการประเมินมาตรฐานความปลอดภัยสำคัญ
2.3 เว็บเบราว์เซอร์และระบบภายนอกส่วนใหญ่ปฏิเสธการเชื่อมต่อ เว็บเบราว์เซอร์ยุคใหม่ (Chrome, Edge, Firefox, Safari) ได้ยกเลิกการรองรับ TLS 1.0/1.1 แล้ว ซึ่งอาจทำให้ผู้ใช้งานเข้าหน้าเว็บไม่ได้ หรือ API เชื่อมต่อล้มเหลว
2.4 ประสิทธิภาพการทำงานของระบบช้าลง โปรโตคอลเวอร์ชันเก่าใช้ขั้นตอน Handshake ที่ซับซ้อน ทำให้เกิดความล่าช้า ในการรับส่งข้อมูลมากกว่า TLS 1.3
2.5 สะท้อนถึงจุดบกพร่องในการบริหารจัดการความเสี่ยงของ IT การปล่อยให้มีโปรโตคอลล้าสมัยเปิดใช้งาน สะท้อนว่าหน่วยงานขาดการอัปเดตช่องโหว่ตามแนวปฏิบัติที่ดี
3. ภัยคุกคามทางไซเบอร์จากช่องโหว่ใน TLS เวอร์ชันเก่า
3.1 การสุ่มถอดรหัสข้อมูลสื่อสาร (POODLE, BEAST & SWEET32 Attacks) แฮกเกอร์ใช้ช่องโหว่ของ SSL/TLS เวอร์ชันเก่าในการสุ่มถอดรหัส คุกกี้ (Cookie) หรือ เซสชัน (Session) เพื่อขโมยสิทธิ์เข้าใช้งานระบบ
3.2 การดักถอดรหัสข้อมูลย้อนหลัง (Lack of Forward Secrecy) หากระบบไม่รองรับ Forward Secrecy แฮกเกอร์ที่แอบบันทึกข้อมูลการสื่อสารเก็บไว้ จะสามารถนำ Private Key ที่ขโมยได้ในภายหลังมาถอดรหัสย้อนหลังได้ทั้งหมด
3.3 การสวมรอยช่องทางการสื่อสาร (Man-in-the-Middle Attack) แฮกเกอร์จะสามารถโจมตีกระบวนการ Handshake เพื่อบังคับให้เซิร์ฟเวอร์ลดระดับในการรักษาความมั่นคงปลอดภัยลง
4. ข้อเสนอแนะ
4.1 สำรวจการเปิดใช้งานโปรโตคอลของทุกระบบ ตรวจสอบการตั้งค่า เช่น Web Server, Load Balancer Reverse Proxy หรือระบบที่เกี่ยวข้อง ทั้งหมด เพื่อระบุเวอร์ชันโปรโตคอลที่เปิดใช้งานอยู่ในปัจจุบัน
4.2 เปิดใช้งาน TLS 1.3 เป็นโปรโตคอลหลัก ตั้งค่าเปิดใช้งาน (Enable) TLS 1.3 และกำหนดให้เป็นตัวเลือกแรกในการสื่อสารข้อมูล
4.3 กำหนดโปรโตคอลขั้นต่ำเป็น TLS 1.2 ปิดการใช้งาน (Disable) โปรโตคอล SSL v2/v3, TLS 1.0 และ TLS 1.1 ทั้งหมด โดยอนุญาตให้ใช้งานเฉพาะ TLS 1.2 และ TLS 1.3 เท่านั้น
4.4 ปรับแต่งชุดอัลกอริทึมการเข้ารหัส เลือกใช้งานเฉพาะชุด Cipher Suites ที่มีความเข้มงวดสูง และยกเลิกการใช้งานชุดการเข้ารหัสรุ่นเก่าที่ล้าสมัย
4.5 ทดสอบความพร้อมก่อนเปิดใช้งานจริง ทดสอบระบบ แอปพลิเคชัน และอุปกรณ์เชื่อมต่อ เพื่อให้แน่ใจว่ารองรับการทำงานบน TLS 1.2 และ TLS 1.3 ได้อย่างราบรื่น
4.6 บังคับใช้กลไก HSTS (HTTP Strict Transport Security) ตั้งค่าบังคับให้เว็บเบราว์เซอร์เชื่อมต่อผ่านช่องทางที่เข้ารหัสปลอดภัยเท่านั้น
4.7 ประเมินระดับความมั่นคงปลอดภัยของทุกระบบ เพื่อประเมินความเสี่ยงและนำผลลัพธ์มาปรับปรุงระบบให้มีความปลอดภัยอย่างสม่ำเสมอ
แหล่งอ้างอิง
