
ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ข่าวสารด้านความมั่นคงปลอดภัยจาก Oracle Critical Security Patch Update ประจำเดือนสิงหาคม 2569 [1] ซึ่งครอบคลุมการแก้ไขช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ของ Oracle จึงขอแนะนำให้ผู้ดูแลระบบเร่งตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเวอร์ชันที่ใช้งาน และดำเนินการติดตั้งแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยโดยเร็ว
1. รายละเอียด
Oracle Critical Security Patch Update (CSPU) เป็นการเผยแพร่แพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยสำหรับแก้ไขช่องโหว่ในผลิตภัณฑ์ของ Oracle รวมถึงช่องโหว่ในส่วนประกอบจากผู้พัฒนาภายนอก (Third-party Components) ที่รวมอยู่ในผลิตภัณฑ์ของ Oracle จำนวน 943 รายการ โดย Oracle ใช้ Common Vulnerability Scoring System (CVSS) Version 3.1 ในการประเมินระดับความรุนแรงของช่องโหว่ พร้อมระบุเงื่อนไขที่จำเป็นต่อการโจมตีและผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น เพื่อให้ผู้ดูแลระบบสามารถนำข้อมูลไปประเมินความเสี่ยงให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อมขององค์กร นอกจากนี้ Oracle ระบุว่ายังคงได้รับรายงานเกี่ยวกับความพยายามโจมตีช่องโหว่ที่มีการออกแพตช์แก้ไขแล้ว และในบางกรณีพบว่าการโจมตีประสบความสำเร็จ เนื่องจากระบบเป้าหมายไม่ได้ติดตั้งแพตช์ที่มีอยู่
2. ประเภทช่องโหว่ที่เกี่ยวข้อง
จากการตรวจสอบเมทริกซ์ความเสี่ยง (Risk Matrices) ของ Oracle Critical Patch Update ประจำเดือนสิงหาคม 2569 [2] พบการจัดกลุ่มช่องโหว่ตามผลิตภัณฑ์ของ Oracle โดยสามารถจำแนกประเภทช่องโหว่ที่เกี่ยวข้อง ดังนี้
2.1 ช่องโหว่ด้านการยืนยันตัวตน (Authentication)
2.2 ช่องโหว่ด้านการควบคุมสิทธิ์การเข้าถึง (Authorization / Access Control)
2.3 ช่องโหว่ด้านการจัดการเซสชัน (Session Management)
2.4 ช่องโหว่ด้านการตรวจสอบและจัดการข้อมูลนำเข้า (Input Validation)
2.5 ช่องโหว่ด้านการอัปโหลดและประมวลผลไฟล์ (File Upload / File Processing)
2.6 ช่องโหว่ด้านการตั้งค่าความมั่นคงปลอดภัย (Security Misconfiguration)
2.7 ช่องโหว่ด้านการเปิดเผยข้อมูล (Information Disclosure)
2.8 ช่องโหว่ด้านการเรียกใช้คำสั่งหรือโค้ดโดยไม่ได้รับอนุญาต (Command / Code Injection)
2.9 ช่องโหว่ด้านการจัดการทรัพยากรและหน่วยความจำ (Memory / Resource Management)
2.10 ช่องโหว่ด้านการเข้าถึงทรัพยากรที่ไม่เหมาะสม (Improper Resource Access
3. คำแนะนำด้านความปลอดภัยเพิ่มเติม
3.1 ตรวจสอบผลิตภัณฑ์และเวอร์ชันที่ใช้งาน ภายในองค์กรว่าตรงกับผลิตภัณฑ์และเวอร์ชันที่ได้รับผลกระทบจาก CSPU ประจำเดือนสิงหาคม 2569 หรือไม่
3.2 เร่งดำเนินการติดตั้งแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัย ตามคำแนะนำของ Oracle โดยให้ความสำคัญกับผลิตภัณฑ์ที่มีช่องโหว่ระดับความรุนแรงสูง และระบบที่เปิดให้เข้าถึงจากเครือข่ายภายนอก
3.3 ตรวจสอบสถานะการสนับสนุนของผลิตภัณฑ์ ว่ายังอยู่ภายใต้ Premier Support หรือ Extended Support หรือไม่ หากเป็นเวอร์ชันที่สิ้นสุดการสนับสนุน ควรพิจารณาวางแผนอัปเกรดไปยังเวอร์ชันที่ Oracle ให้การสนับสนุน เพื่อให้สามารถรับแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยได้อย่างต่อเนื่อง
3.4 ตรวจสอบบันทึกเหตุการณ์ (Logs) และระบบเฝ้าระวัง เพื่อค้นหาความพยายามโจมตีหรือพฤติกรรมผิดปกติที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์ Oracle โดยเฉพาะระบบที่เปิดให้บริการผ่านอินเทอร์เน็ต
3.5 สำรองข้อมูลและทดสอบแพตช์ก่อนติดตั้งในระบบจริง โดยเฉพาะระบบที่มีความสำคัญต่อการดำเนินงานขององค์กร เพื่อป้องกันผลกระทบต่อการให้บริการ
4. หากยังไม่สามารถติดตั้งแพตช์ได้ทันที ควรพิจารณา จำกัดหรือปิดกั้นโปรโตคอลเครือข่ายที่จำเป็นต่อการโจมตี รวมถึงทบทวนและลดสิทธิ์ของบัญชีผู้ใช้งานที่ไม่จำเป็นต้องเข้าถึงฟังก์ชันหรือแพ็กเกจที่เกี่ยวข้อง อย่างไรก็ตาม มาตรการจำกัดการเข้าถึงเครือข่ายหรือการลดสิทธิ์ผู้ใช้งานเป็นเพียงมาตรการลดความเสี่ยงชั่วคราว และไม่ควรนำมาใช้ทดแทนการติดตั้งแพตช์ เนื่องจากไม่ได้แก้ไขช่องโหว่ที่ต้นเหตุ ผู้ดูแลระบบควรเร่งติดตั้งแพตช์ด้านความมั่นคงปลอดภัยตามคำแนะนำของ Oracle โดยเร็วที่สุด
แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/2bkrdg34mz
[2] https://dg.th/lycedj0r9b
