แจ้งเตือน! Microsoft ออกอัปเดตฉุกเฉินแก้ปัญหา RDS หลัง Windows Update เดือนกันยายน 2026 พร้อมพบปัญหา USB Audio

ยอดเข้าชม: 36 views

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ด้านความมั่นคงปลอดภัยทางไซเบอร์ และพบรายงานปัญหาที่เกิดขึ้นภายหลังการติดตั้งอัปเดตความมั่นคงปลอดภัยของ Microsoft Windows ประจำเดือนกันยายน 2026 ซึ่งส่งผลกระทบต่อการทำงานของ Remote Desktop Services (RDS) บนระบบ Windows และ Windows Server บางเวอร์ชัน โดยอาจทำให้บริการ RDS ทำงานไม่เสถียร การเชื่อมต่อผ่าน Remote Desktop Protocol (RDP) หรือการเข้าสู่ระบบล้มเหลว และในบางกรณีอาจทำให้เซิร์ฟเวอร์หยุดตอบสนองระหว่างการกำหนดค่าบริการ Remote Desktop นอกจากนี้ ยังอาจส่งผลให้เครื่องมือและส่วนประกอบที่เกี่ยวข้อง เช่น Microsoft Management Console (MMC), RDS Licensing Diagnoser, File Explorer และ Windows Update หยุดตอบสนองได้ [1]

Microsoft ได้ออกอัปเดตฉุกเฉินแบบ Out-of-Band (OOB) เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 เพื่อแก้ไขปัญหาดังกล่าวสำหรับ Windows และ Windows Server หลายเวอร์ชัน พร้อมแก้ไขปัญหาบางส่วนที่เกี่ยวข้องกับ Hyper-V และอุปกรณ์ USB Audio Class 1.0 อย่างไรก็ตาม Microsoft ยืนยันว่าปัญหา USB Audio Class 1.0 บางกรณี เช่น อุปกรณ์ไม่สามารถเริ่มทำงาน เกิดข้อผิดพลาด Code 10 ไม่มีเสียงออก หรือไม่สามารถใช้งานการตั้งค่าเสียงได้ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ และอยู่ระหว่างการพัฒนาแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม

1. รายละเอียดปัญหา[2]
1.1 ปัญหา Remote Desktop Services (RDS)
ภายหลังการติดตั้งอัปเดตความมั่นคงปลอดภัยของ Windows ประจำเดือนกันยายน 2026 ระบบที่ใช้งาน Remote Desktop Services บางส่วนอาจเกิดความไม่เสถียร ส่งผลให้การเชื่อมต่อ RDP หรือการเข้าสู่ระบบล้มเหลว รวมถึงอาจทำให้เซิร์ฟเวอร์หยุดตอบสนองในระหว่างการกำหนดค่าบริการ Remote Desktop
1.2 เครื่องมือและส่วนประกอบที่เกี่ยวข้องอาจหยุดตอบสนอง
Microsoft ระบุว่าอาการดังกล่าวอาจส่งผลต่อเครื่องมือหรือส่วนประกอบอื่นที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ Microsoft Management Console (MMC), RDS Licensing Diagnoser, File Explorer และหน้า Windows Update ซึ่งอาจหยุดตอบสนองร่วมกับปัญหา RDS
1.3 ปัญหา USB Audio Class 1.0
อุปกรณ์บางเครื่องที่ติดตั้งอัปเดตความมั่นคงปลอดภัย Windows วันที่ 8 กันยายน 2026 อาจพบว่าอุปกรณ์ USB Audio Class 1.0 ไม่สามารถเริ่มทำงานหรือไม่สามารถส่งสัญญาณเสียงได้ โดยอาจพบข้อความ “This device cannot start (Code 10)” ใน Device Manager ไม่มีเสียงออก ปุ่มควบคุมระดับเสียงไม่ตอบสนองหรือค้างอยู่ที่ระดับศูนย์ และหน้า Sound Settings อาจไม่ตอบสนองหรือไม่สามารถใช้งานได้
1.4 ปัญหาการใช้งานระบบเสียงแบบหลายช่องสัญญาณ
อุปกรณ์ USB Audio Class 1.0 บางรุ่นที่สามารถทำงานได้ตามปกติในโหมด Stereo อาจไม่สามารถทำงานได้เมื่อเปลี่ยนไปใช้ระบบเสียงแบบหลายช่องสัญญาณ เช่น 8-channel หรือ 3D Audio โดย Microsoft ได้แก้ไขปัญหาส่วนนี้แล้วใน OOB Update วันที่ 14 กันยายน 2026
1.5 ปัญหาการแชร์โฟลเดอร์กับ Linux Virtual Machine ผ่าน Plan9
Microsoft ยังพบปัญหาในแอปพลิเคชันบางประเภทที่ใช้งานเครื่องเสมือนซึ่งบริหารจัดการผ่าน Host Compute Service (HCS) โดยการแชร์โฟลเดอร์จาก Windows Host ไปยัง Linux Virtual Machine ผ่าน Plan9 อาจทำให้โฟลเดอร์ที่แชร์ไม่ปรากฏหรือไม่สามารถเข้าถึงจากระบบ Guest ได้ ซึ่งปัญหาดังกล่าวได้รับการแก้ไขใน OOB Update แล้ว

2. ผลกระทบ
2.1 ผู้ใช้งานอาจไม่สามารถเชื่อมต่อหรือเข้าสู่ระบบ Windows Server ผ่าน Remote Desktop ได้ ส่งผลกระทบต่อการบริหารจัดการระบบ
2.2 ระบบที่ให้บริการผ่าน Remote Desktop Services อาจทำงานไม่เสถียร หรือเซิร์ฟเวอร์อาจหยุดตอบสนอง ส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการให้บริการ
2.3 เครื่องมือที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการ Windows เช่น MMC, RDS Licensing Diagnoser, File Explorer และ Windows Update อาจหยุดตอบสนอง
2.4 อุปกรณ์ USB Audio Class 1.0 บางรุ่นอาจไม่สามารถใช้งานเสียงได้ หรือเกิดข้อผิดพลาด Code 10 หลังติดตั้งอัปเดตเดือนกันยายน 2026
2.5 ระบบที่ใช้งาน USB Audio แบบ 8-channel หรือ 3D Audio อาจไม่สามารถใช้งานระบบเสียงหลายช่องสัญญาณได้ตามปกติ หากยังไม่ได้ติดตั้ง OOB Update
2.6 แอปพลิเคชันที่ใช้งาน HCS-managed Virtual Machine และแชร์โฟลเดอร์กับ Linux VM ผ่าน Plan9 อาจไม่สามารถเข้าถึง Shared Folder ได้ หากยังไม่ได้ติดตั้งอัปเดตที่แก้ไขปัญหา

3. ระบบที่ได้รับผลกระทบและอัปเดตที่ Microsoft เผยแพร่ Out-of-Band Update เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 สำหรับระบบที่ได้รับผลกระทบ ได้แก่
3.1 Windows 10 version 21H2 และ 22H2 อัปเดตแก้ไข: KB5129236
3.2 Windows 11 version 24H2 และ 25H2 อัปเดตแก้ไข: KB5129195
3.3 Windows 11 version 26H1 อัปเดตแก้ไข: KB5129194
3.4 Windows Server 2019 อัปเดตแก้ไข: KB5129238
3.5 Windows Server 2022 อัปเดตแก้ไข: KB5129237
3.6 Windows Server 2025 อัปเดตแก้ไข: KB5129235

Microsoft ระบุว่า Windows Server 2025 ได้รับผลกระทบจากอัปเดต KB5122871 ขณะที่ Windows Server 2022 ได้รับผลกระทบจาก KB5122882 และ Windows 11 version 24H2/25H2 ได้รับผลกระทบจาก KB5122880 ในส่วนของปัญหา RDS

4. สถานะการแก้ไข
4.1 Remote Desktop Services (RDS)
Microsoft ได้แก้ไขปัญหา RDS ผ่าน Out-of-Band Update ที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 14 กันยายน 2026 ผู้ดูแลระบบควรติดตั้งอัปเดตให้ตรงกับ Windows หรือ Windows Server เวอร์ชันที่ใช้งาน
4.2 Hyper-V และ Plan9 Shared Folder
ปัญหาที่ทำให้ Linux VM ไม่สามารถเข้าถึงโฟลเดอร์ที่แชร์จาก Windows Host ผ่าน Plan9 ได้รับการแก้ไขแล้วใน OOB Update สำหรับ Windows รุ่นที่เกี่ยวข้อง
4.3 USB Audio แบบ 8-channel และ 3D Audio
Microsoft ได้แก้ไขปัญหาการใช้งานระบบเสียงหลายช่องสัญญาณใน OOB Update แล้ว
4.4 USB Audio Class 1.0 – Code 10 หรือไม่มีเสียง
ปัญหานี้ ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างสมบูรณ์ โดยอุปกรณ์บางรุ่นอาจยังไม่สามารถเริ่มทำงาน ไม่มีเสียง ปรับระดับเสียงไม่ได้ หรือไม่สามารถเข้าถึง Sound Settings ได้ แม้จะติดตั้ง OOB Update แล้ว Microsoft อยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม [2][3]

5. แนวทางการป้องกันและแก้ไข
5.1 ผู้ดูแลระบบควรตรวจสอบ Windows และ Windows Server ที่ติดตั้งอัปเดตความมั่นคงปลอดภัยประจำเดือนกันยายน 2026 โดยเฉพาะระบบที่ให้บริการ Remote Desktop Services
5.2 ควรติดตั้ง Out-of-Band Update วันที่ 14 กันยายน 2026 ให้ตรงกับ Windows หรือ Windows Server เวอร์ชันที่ใช้งาน เพื่อแก้ไขปัญหา RDS รวมถึงปัญหาการใช้งานระบบเสียงหลายช่องสัญญาณและปัญหาการแชร์โฟลเดอร์กับ Linux VM ผ่าน Plan9 ในระบบที่เกี่ยวข้อง
5.3 ก่อนติดตั้งอัปเดตในระบบสำคัญ ควรทดสอบในสภาพแวดล้อมทดสอบหรือกลุ่มเครื่องจำนวนจำกัด และตรวจสอบความพร้อมของระบบหลังการอัปเดต เพื่อลดความเสี่ยงต่อการหยุดชะงักของบริการ
5.4 ไม่แนะนำให้ถอนการติดตั้ง Security Update เดือนกันยายน 2026 เป็นแนวทางหลัก เนื่องจากจะทำให้การแก้ไขช่องโหว่ด้านความมั่นคงปลอดภัยที่รวมอยู่ในอัปเดตดังกล่าวถูกถอนออกไปด้วย ทั้งนี้ หากมีความจำเป็นควรประเมินความเสี่ยงและผลกระทบก่อนดำเนินการ
5.5 สำหรับระบบที่พบปัญหา USB Audio Class 1.0 ควรตรวจสอบ Device Manager และสถานะของอุปกรณ์ว่าพบ Code 10 หรือไม่ รวมถึงตรวจสอบ Audio Output, Volume Control และ Sound Settings
5.6 หากอุปกรณ์เสียงสามารถใช้งานในโหมด Stereo ได้ แต่ไม่สามารถใช้งานแบบ Multichannel ควรติดตั้ง OOB Update ล่าสุด เนื่องจาก Microsoft ได้แก้ไขปัญหา 8-channel และ 3D Audio แล้ว
5.7 สำหรับปัญหา USB Audio Class 1.0 ที่อุปกรณ์ไม่สามารถเริ่มทำงานหรือไม่มีเสียง ควรติดตามประกาศจาก Microsoft อย่างต่อเนื่อง เนื่องจาก ณ วันที่ 15 กันยายน 2026 Microsoft ยังอยู่ระหว่างพัฒนาแนวทางแก้ไขเพิ่มเติม [2][3]

6. แนวทางปฏิบัติกรณีตรวจพบปัญหา
6.1 ตรวจสอบประวัติการติดตั้ง Windows Update เพื่อยืนยันว่าอาการเกิดขึ้นภายหลังการติดตั้งอัปเดตประจำเดือนกันยายน 2026 หรือไม่
6.2 หากพบปัญหา RDP หรือ RDS ให้ตรวจสอบ Event Log และสถานะ Remote Desktop Services พร้อมตรวจสอบว่าได้ติดตั้ง OOB Update ตามเวอร์ชันของระบบแล้วหรือไม่
6.3 หากระบบ RDS ให้บริการผู้ใช้งานจำนวนมาก ควรตรวจสอบการเชื่อมต่อและการเข้าสู่ระบบภายหลังติดตั้ง OOB Update รวมถึงตรวจสอบ MMC, RDS Licensing Diagnoser, File Explorer และ Windows Update ว่าสามารถทำงานได้ตามปกติ
6.4 หากพบปัญหา USB Audio ให้ตรวจสอบ Device Manager สำหรับข้อผิดพลาด Code 10 พร้อมทดสอบ Audio Output และการทำงานในโหมด Stereo และ Multichannel เพื่อจำแนกลักษณะของปัญหา
6.5 หากมีการใช้งาน HCS-managed Virtual Machine ให้ตรวจสอบการแชร์โฟลเดอร์กับ Linux VM ผ่าน Plan9 ว่าสามารถเข้าถึงข้อมูลจากระบบ Guest ได้ตามปกติภายหลังติดตั้ง OOB Update
6.6 ผู้ดูแลระบบควรบันทึกรายละเอียดรุ่น Windows หมายเลข KB เวอร์ชัน Build และอาการที่พบ เพื่อใช้ประกอบการตรวจสอบและติดตามการแก้ไขจาก Microsoft

แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/0dl1jhay7x
[2] https://dg.th/zbmd9k57xr