292/69 (IT) ประจำวันศุกร์ที่ 29 พฤษภาคม 2569

กระทรวงยุติธรรมสหรัฐอเมริกา (DoJ) แถลงผลการตัดสินจำคุกแฮกเกอร์ชาวโรมาเนียวัย 45 ปี เป็นเวลา 4 ปี 8 เดือน พร้อมทั้งให้คุมประพฤติต่ออีก 3 ปี ซึ่งโทษดังกล่าวสืบเนื่องมาจากการลักลอบเจาะเข้าระบบเครือข่ายของหน่วยงานจัดการเหตุฉุกเฉินแห่งรัฐโอเรกอนในปี 2564 รวมถึงการโจมตีทางไซเบอร์ต่อเหยื่อรายอื่น ๆ ในสหรัฐอเมริกา เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นถึงผลกระทบที่เกิดจากการเข้าถึงเครือข่ายของผู้อื่นโดยมิชอบ รวมถึงหน่วยงานบังคับใช้กฎหมายระดับสากลมีการดำเนินการจริงในการติดตามตัวอาชญากรไซเบอร์ข้ามชาติ นำมาดำเนินคดีเพื่อปกป้องโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญของประเทศอย่างเด็ดขาด
สำหรับพฤติการณ์ของการโจมตีนั้น มีรายงานว่าผู้ก่อเหตุสามารถลักลอบเข้าถึงสิทธิ์ผู้ดูแลระบบของเครือข่ายหน่วยงานรัฐได้ตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2564 จากนั้นได้นำสิทธิ์การเข้าถึงดังกล่าว ไปประกาศขายในตลาดมืดและตกลงซื้อขายกันด้วยสกุลเงินดิจิทัลบิตคอยน์มูลค่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ โดยผู้ก่อเหตุได้ทำการเข้าสู่ระบบซ้ำหลายครั้ง เพื่อพิสูจน์ว่าตนสามารถควบคุมระบบได้จริง พร้อมทั้งนำข้อมูลส่วนบุคคลที่ระบุตัวตนได้ (PII) บางส่วนออกมาเพื่อเป็นตัวอย่างให้กับผู้ที่สนใจซื้อสิทธิ์ นอกจากนี้ การกระทำของเขายังสร้างความเสียหายแก่เครือข่ายขององค์กรอื่น ๆ รวมมูลค่ากว่า 250,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ในช่วงเวลาไล่เลี่ยกัน ทางการสหรัฐฯ ยังได้ดำเนินคดีกับแฮกเกอร์ชาวโรมาเนียอีกราย ที่ถูกส่งตัวผู้ร้ายข้ามแดนจากคดีเจาะระบบโทรศัพท์ VoIP เพื่อหลอกลวงทางการเงิน ซึ่งตอกย้ำถึงปัญหาการโจมตีที่หลากหลายและการกวาดล้างกลุ่มผู้ไม่หวังดีอย่างต่อเนื่อง
จากเหตุการณ์ดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความเสี่ยงที่เกิดจากการลักลอบซื้อขายช่องทางการเข้าถึงระบบหรือสิทธิ์การดูแลระบบ ซึ่งเป็นภัยคุกคามที่พบได้บ่อยในปัจจุบัน ผู้ดูแลระบบขององค์กรและหน่วยงานต่าง ๆ ควรเร่งทบทวนและยกระดับมาตรการความมั่นคงปลอดภัย โดยเฉพาะการบังคับใช้การยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) สำหรับการเข้าถึงบัญชีผู้ดูแลระบบและระบบที่สำคัญทั้งหมด พร้อมทั้งตรวจสอบบันทึกการเข้าใช้งาน (Log) อย่างสม่ำเสมอเพื่อตรวจจับพฤติกรรมที่ผิดปกติ นอกจากนี้ องค์กรควรพิจารณาการแบ่งแยกเครือข่าย (Network Segmentation) และการเข้ารหัสข้อมูลที่ละเอียดอ่อน เพื่อจำกัดขอบเขตความเสียหายและป้องกันการรั่วไหลของข้อมูลก่อนที่จะถูกโจมตี
