ช่องโหว่ระดับวิกฤตใน SolarWinds Serv-U เสี่ยงถูกสั่งรันโค้ดด้วยสิทธิ์สูงสุด เร่งอัปเดตระบบทันที

ยอดเข้าชม: 68 views

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ และพบว่า SolarWinds ได้เผยแพร่การอัปเดตด้านความมั่นคงปลอดภัยเพื่อแก้ไขช่องโหว่ระดับวิกฤตจำนวน 2 รายการ ได้แก่ CVE-2026-28304 และ CVE-2026-28311 ซึ่งส่งผลกระทบต่อ SolarWinds Serv-U ซอฟต์แวร์เซิร์ฟเวอร์สำหรับรับ–ส่งและบริหารจัดการไฟล์ผ่านเครือข่าย [1]

1. รายละเอียดช่องโหว่
1.1 CVE-2026-28304 (CVSS v3.1: 9.1) ช่องโหว่นี้อาจเปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่มีสิทธิ์ในระบบตามเงื่อนไขของช่องโหว่ สามารถสั่งรันโค้ดที่กำหนดขึ้นเองบนเซิร์ฟเวอร์ได้ โดยในระบบปฏิบัติการ Linux โค้ดดังกล่าวอาจทำงานด้วยสิทธิ์ระดับ root ซึ่งเป็นสิทธิ์สูงสุดของระบบ หากโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีอาจเข้าควบคุมเซิร์ฟเวอร์ เข้าถึงหรือแก้ไขไฟล์สำคัญ ติดตั้งโปรแกรมอันตราย สร้างช่องทางเพื่อคงอยู่ในระบบ หรือใช้เซิร์ฟเวอร์เป็นจุดเริ่มต้นในการโจมตีระบบอื่นภายในเครือข่าย [2]
1.2 CVE-2026-28311 (CVSS v3.1: 9.1) ช่องโหว่นี้เปิดโอกาสให้ผู้โจมตีที่มีบัญชีผู้ดูแลระดับโดเมน หรือ Domain Administrator สามารถแก้ไขลักษณะการทำงานของแอปพลิเคชัน Serv-U ซึ่งอาจนำไปสู่การสั่งรันโค้ดบนระบบได้ หากโจมตีสำเร็จ ผู้โจมตีอาจเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าของ Serv-U เข้าถึงข้อมูลที่มีความสำคัญ แทรกคำสั่งหรือโปรแกรมอันตราย ยกระดับผลกระทบจากบัญชีผู้ดูแลโดเมน และควบคุมส่วนประกอบสำคัญของเซิร์ฟเวอร์ [3]

2. ผลิตภัณฑ์ที่ได้รับผลกระทบ
SolarWinds Serv-U เวอร์ชัน 15.5.4 HF1 และเวอร์ชันก่อนหน้า

3. แนวทางการแก้ไข [4]
3.1 อัปเดต SolarWinds Serv-U เป็นเวอร์ชัน 2026.3 หรือใหม่กว่าโดยเร็วที่สุด
3.2 สำรองข้อมูล การตั้งค่า และไฟล์สำคัญก่อนดำเนินการอัปเดต
3.3 ตรวจสอบความเข้ากันได้ของระบบปฏิบัติการ ฐานข้อมูล และส่วนประกอบที่เชื่อมต่อกับ Serv-U
3.4 หลังการอัปเดต ให้ตรวจสอบหมายเลขเวอร์ชันและทดสอบการรับ–ส่งไฟล์ รวมถึงการยืนยันตัวตนของผู้ใช้งาน เพื่อยืนยันว่าระบบสามารถทำงานได้ตามปกติ

4. หากยังไม่สามารถอัปเดตได้ทันที ควรดำเนินการดังนี้
4.1 จำกัดการเข้าถึงหน้า Serv-U Management Console ให้เฉพาะเครือข่ายหรือหมายเลข IP ที่ได้รับอนุญาต
4.2 ตรวจสอบบัญชี Domain Administrator, System Administrator และบัญชีที่มีสิทธิ์บริหารจัดการ Serv-U พร้อมยกเลิกบัญชีหรือสิทธิ์ที่ไม่มีความจำเป็น
4.3 บังคับใช้การยืนยันตัวตนหลายปัจจัยสำหรับบัญชีผู้ดูแลและผู้ใช้งานที่รองรับ
4.4 ตรวจสอบบันทึกเหตุการณ์ของ Serv-U ระบบปฏิบัติการ และอุปกรณ์เครือข่าย เพื่อค้นหาการเข้าสู่ระบบที่ผิดปกติ การเปลี่ยนแปลงการตั้งค่า หรือการรันคำสั่งที่ไม่ได้รับอนุญาต
4.5 จำกัดสิทธิ์การเขียนและการรันไฟล์ในไดเรกทอรีที่ใช้รับ–ส่งไฟล์ รวมถึงแยก Serv-U ออกจากระบบงานสำคัญภายในองค์กร
4.6 หากพบพฤติกรรมต้องสงสัย ควรแยกระบบออกจากเครือข่าย เก็บรักษาหลักฐานดิจิทัล และตรวจสอบว่ามีการสร้างบัญชี แก้ไขไฟล์ หรือติดตั้งกลไกเพื่อคงอยู่ในระบบหรือไม่

แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/7aew9uimfr
[2] https://dg.th/vzmhbp01kd
[3] https://dg.th/0ymh9qxl1j
[4] https://dg.th/s7rwnyglz8