สกมช. แจ้งเตือนหน่วยงานเร่งตรวจสอบและปรับปรุง และต่ออายุ SSL Certificate เพื่อยกระดับความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์และป้องกันการดักรับข้อมูล

ยอดเข้าชม: 78 views

ศูนย์ประสานการรักษาความมั่นคงปลอดภัยระบบคอมพิวเตอร์แห่งชาติ (ThaiCERT) ได้ติดตามสถานการณ์ภัยคุกคามทางไซเบอร์ พบระบบและเว็บไซต์ของหน่วยงานในประเทศไทยที่ใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ (SSL Certificate) หมดอายุ ใกล้หมดอายุ จากข้อมูล Domain จำนวน 308,629 Domain พบใบรับรอง SSL/TLS หมดอายุ จำนวน 15,639 โดเมน ใบรับรองจะหมดอายุภายใน 7 วัน จำนวน 2,497 โดเมน และใบรับรองจะหมดอายุภายใน 30 วัน จำนวน 21,185 โดเมน ที่ยังคงให้บริการผ่านโปรโตคอล HTTP ซึ่งไม่มีการเข้ารหัสข้อมูล นอกจากนี้จากการวิเคราะห์ชุดข้อมูล IP จำนวน 477,800 IP พบว่ามี Web Service ให้บริการผ่านโปรโตคอล HTTP ที่ไม่มีการเข้ารหัสข้อมูลสูงถึง 155,893 รายการ จึงขอแจ้งเตือนให้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบและปรับปรุงระบบให้เป็นปัจจุบัน เพื่อปิดช่องโหว่และป้องกันภัยคุกคามทางไซเบอร์ที่อาจเกิดขึ้น [1]

1. ความสำคัญของใบรับรองความปลอดภัยทางอิเล็กทรอนิกส์ (SSL Certificate) [2]
1.1 การยืนยันตัวตนของเว็บไซต์และระบบบริการ (Authentication) ใบรับรอง SSL ทำหน้าที่พิสูจน์ทราบความถูกต้องของระบบ เพื่อให้ผู้ใช้งานมั่นใจได้ว่ากำลังเชื่อมต่อกับเว็บไซต์หรือระบบของหน่วยงานจริง ไม่ใช่ระบบปลอมหรือเว็บไซต์ที่ถูกแอบอ้างโดยผู้ไม่หวังดี
1.2 การเข้ารหัสข้อมูลระหว่างการสื่อสาร (Encryption) ช่วยปกป้องข้อมูลสำคัญ เช่น ชื่อผู้ใช้ (Username), รหัสผ่าน (Password), ข้อมูลส่วนบุคคล (PII) และเอกสารสำคัญ ไม่ให้ถูกดักรับ อ่าน แก้ไข หรือแทรกแซงระหว่างส่งข้อมูลผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต

2. ผลกระทบและความเสี่ยงจากการไม่ต่ออายุหรือปรับปรุงใบรับรอง SSL Certificate
2.1 เว็บเบราว์เซอร์แสดงข้อความเตือนความไม่ปลอดภัย เว็บเบราว์เซอร์ เช่น Chrome, Edge, Safari, Firefox จะแสดงคำเตือน “Not Secure” หรือปิดกั้นการเข้าถึง
2.2 ส่งผลต่อความน่าเชื่อถือและภาพลักษณ์ของหน่วยงาน การปล่อยให้ระบบแสดงสถานะไม่ปลอดภัยกระทบต่อความมั่นใจของประชาชนและผู้รับบริการที่มีต่อบริการออนไลน์ของหน่วยงาน
2.3 เสี่ยงต่อการถูกดักรับข้อมูลระหว่างทาง หากไม่มีการเข้ารหัส แฮกเกอร์สามารถดักจับข้อมูลระหว่างทางได้ง่าย โดยเฉพาะกรณีที่ผู้ใช้งานเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi สาธารณะหรือเครือข่ายที่ไม่ปลอดภัย
2.4 ข้อมูลเสี่ยงต่อการถูกแก้ไขหรือแทรกแซง แฮกเกอร์สามารถแทรกสคริปต์ แก้ไขเนื้อหา หรือเปลี่ยนเส้นทางของเว็บไซต์ (Redirect) ไปยังเว็บไซต์อื่นเพื่อหลอกลวงผู้ใช้งาน
2.5 แฮกเกอร์มีโอกาสการแอบอ้างและสวมรอยระบบ การขาดใบรับรองที่ถูกต้องทำให้ผู้ใช้งานแยกแยะเว็บไซต์จริงและเว็บไซต์ปลอมได้ยาก และเสี่ยงต่อการถูกหลอกกรอกข้อมูลสำคัญ
2.6 กระทบต่อการเชื่อมต่อระหว่างระบบ ระบบที่ต้องเชื่อมต่อกับภายนอก เช่น API, ระบบชำระเงิน, ระบบลงทะเบียน หรือระบบยืนยันตัวตนภาครัฐ อาจล้มเหลวและหยุดชะงักหากใบรับรองหมดอายุ
2.7 ไม่เป็นไปตามมาตรฐานความปลอดภัย สะท้อนถึงการขาดประสิทธิภาพในการดูแลและบริหารจัดการระบบ ซึ่งอาจทำให้องค์กรไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์พื้นฐาน

3. ภัยคุกคามทางไซเบอร์
3.1 การโจมตีแบบดักรับและแก้ไขข้อมูล (Man-in-the-Middle – MitM Attack)
เมื่อระบบไม่เข้ารหัส แฮกเกอร์สามารถดักแอบดู ขโมย หรือแก้ไขข้อมูลสำคัญที่รับส่งระหว่างผู้ใช้กับเซิร์ฟเวอร์ได้
3.2 การหลอกลวงด้วยเว็บไซต์ปลอม (Phishing)
แฮกเกอร์ใช้ประโยชน์จากระบบที่ไม่มี SSL ในการทำเว็บปลอมเลียนแบบองค์กร เพื่อหลอกลวงให้ประชาชนกรอกรหัสผ่าน ข้อมูลส่วนตัว หรือข้อมูลทางการเงิน
3.3 การแทรกสคริปต์และขโมยสิทธิ์เข้าใช้งาน (Session Hijacking & Malicious Script Injection)
แฮกเกอร์สามารถฝังโค้ดอันตราย ดักขโมย Session Token เพื่อสวมรอยเข้าใช้บัญชี หรือส่งผู้ใช้ไปยังเว็บไซต์ที่มีมัลแวร์

4. ข้อเสนอแนะและมาตรการการปฏิบัติ
4.1 ตรวจสอบสถานะใบรับรอง SSL Certificate ทั้งหมด ตรวจสอบวันหมดอายุ รวมถึงการตั้งค่าใบรับรองของทุกระบบและทุกเว็บไซต์ภายใต้การดูแลของหน่วยงานอย่างเร่งด่วน
4.2 เร่งดำเนินการต่ออายุและติดตั้งให้เป็นปัจจุบัน ดำเนินการต่ออายุ หรือติดตั้งใบรับรองใหม่จากหน่วยงานออกใบรับรอง (CA) ที่น่าเชื่อถือทันที
4.3 ตรวจสอบความถูกต้องของ Certificate Chain ตรวจสอบการติดตั้ง Intermediate Certificate ให้ครบถ้วน เพื่อให้เว็บเบราว์เซอร์สามารถตรวจสอบความน่าเชื่อถือได้อย่างถูกต้อง
4.4 ปรับปรุงการตั้งค่าระบบเข้ารหัสให้ปลอดภัย หลีกเลี่ยงและยกเลิกการใช้งานอัลกอริทึมที่ไม่ปลอดภัย
4.5 เปลี่ยนย้ายการให้บริการจาก HTTP มาเป็น HTTPS กรณีระบบยังเปิดผ่าน HTTP ให้เร่งปรับเปลี่ยนมาเป็น HTTPS ทั้งหมดโดยเร็ว
4.6 บังคับใช้มาตรการลดความเสี่ยงชั่วคราว หากยังไม่สามารถแก้ไขได้ทันที ให้จำกัดการเข้าถึงจากภายนอก เช่น กำหนด IP Whitelist หรืออนุญาตให้เข้าถึงเฉพาะเครือข่ายภายในตามความเหมาะสม
4.7 ถอนระบบที่ไม่ใช้งานอย่างปลอดภัย หากต้องการยุติการให้บริการระบบ ให้ทำการสำรองข้อมูล (Backup) และปิดระบบอย่างถูกต้องตามขั้นตอนเพื่อไม่ให้เป็นเป้าหมายโจมตี
4.8 จัดทำระบบติดตามทะเบียนใบรับรอง กำหนดผู้รับผิดชอบที่ชัดเจน และตั้งระบบแจ้งเตือนวันหมดอายุล่วงหน้าอย่างน้อย 30–60 วัน เพื่อป้องกันปัญหาหมดอายุซ้ำในอนาคต
4.9 ประเมินความปลอดภัยของระบบบริการออนไลน์อย่างต่อเนื่อง ตรวจสอบระบบอินเทอร์เน็ตที่ให้บริการประชาชนทั้งหมด ให้บังคับใช้ HTTPS และมีมาตรการความมั่นคงปลอดภัยที่ได้มาตรฐาน

แหล่งอ้างอิง
[1] https://dg.th/3msjrlzdpy
[2] https://dg.th/eloxr8ad0w