กลลวงกลุ่ม Ransomware แอบอ้างว่าสามารถช่วยลบข้อมูลที่ถูกขโมยไปได้ แต่กลายเป็นการหลอกเรียกเงินซ้ำซ้อน

ยอดเข้าชม: 36 views

451/69 (IT) ประจำวันพฤหัสบดีที่ 20 สิงหาคม 2569

ผู้เชี่ยวชาญด้านความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ตรวจพบแนวโน้มการเปลี่ยนแปลงของภัยคุกคามประเภทมัลแวร์เรียกค่าไถ่ (Ransomware) โดยล่าสุดมีการปรากฏตัวของกลุ่มที่เรียกตนเองว่า Ransom Busters ซึ่งใช้วิธีการส่งอีเมลหาองค์กรที่เป็นตกเป็นเหยื่อของการโจมตีจาก Ransomware โดยแอบอ้างว่าสามารถเจาะเข้าระบบเซิร์ฟเวอร์ของกลุ่มแฮกเกอร์ที่ทำการโจมตีดังกล่าว เพื่อช่วยลบข้อมูลที่ถูกขโมยไปได้ โดยแลกกับค่าดำเนินการประมาณ 20,000 ถึง 60,000 ดอลลาร์สหรัฐ แต่อย่างไรก็ตาม จากการวิเคราะห์ของนักวิจัยพบว่าแท้จริงแล้วเป็นเพียงกลอุบายจากกลุ่มผู้ไม่หวังดีกลุ่มเดิม หรือเป็นผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในเครือข่ายมัลแวร์เรียกค่าไถ่เพื่อหลอกลวงซ้ำซ้อนเหยื่อ นอกจากนี้ ภาพรวมของระบบนิเวศมัลแวร์เรียกค่าไถ่ยังมีการขยายตัวของกลุ่มผู้โจมตีหน้าใหม่ ตลอดจนการปรับเปลี่ยนเป้าหมายจากการเข้ารหัสไฟล์ ไปสู่การขโมยข้อมูลสำคัญเพื่อข่มขู่เรียกเงินในระดับสูง ซึ่งส่งผลกระทบต่อองค์กรในหลายภาคส่วน โดยเฉพาะกลุ่มสถาบันการเงิน กฎหมาย และองค์กรขนาดใหญ่

จากการวิเคราะห์รูปแบบการโจมตีของกลุ่มมัลแวร์เรียกค่าไถ่ เช่น Akira พบว่าแฮกเกอร์มักเริ่มต้นจากการสุ่มรหัสผ่านผ่านระบบ VPN และเข้าสู่ระบบ SSLVPN ที่ไม่มีการบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) จากนั้นจึงทำการสำรวจระบบภายในผ่านโปรโตคอล RDP บน Domain Controller แล้วทำการรวบรวมข้อมูล เพื่อส่งออกไปยังพื้นที่จัดเก็บข้อมูลบนคลาวด์ เช่น AWS S3 ก่อนที่จะพยายามหลบเลี่ยงการตรวจจับด้วยการรีบูตเครื่องเข้าสู่ Safe Mode เพื่อปิดการทำงานของระบบรักษาความปลอดภัยก่อนปล่อยมัลแวร์ แม้ในบางกรณีขั้นตอนการเข้ารหัสอาจล้มเหลวเนื่องจากข้อจำกัดของระบบ แต่ข้อมูลก็มักถูกขโมยออกไปสำเร็จแล้ว ซึ่งจากรายงานสถิติกลุ่มมัลแวร์เรียกค่าไถ่ที่มีผู้ตกเป็นเหยื่อสูงสุดในเดือนกรกฎาคม 2569 ชี้ให้เห็นว่ากลุ่มที่มีความเคลื่อนไหวสูงสุดได้แก่ The Gentlemen และ Qilin มีจำนวนเหยื่อ 138 และ 133 รายตามลำดับ สะท้อนให้เห็นว่าแฮกเกอร์มีการใช้เครื่องมืออเนกประสงค์ การให้บริการแบบ Ransomware-as-a-Service (RaaS) และ Hacking-as-a-Service (HaaS) เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเข้าถึงระบบ

เพื่อลดความเสี่ยงจากภัยคุกคามดังกล่าว ผู้ดูแลระบบและองค์กรที่ตกเป็นเหยื่อจาก Ransomware ควรตระหนักว่า ไม่ควรร่วมมือหรือจ่ายเงินให้กับผู้แอบอ้างว่าเป็นผู้ช่วยเหลือลบข้อมูลที่ถูกขโมยไปได้ เนื่องจากไม่มีหลักฐานยืนยันความน่าเชื่อถือ และเป็นเพียงกระบวนการหลอกลวงเพื่อเรียกเงินเพิ่มเติม นอกจากนี้ องค์กรควรรีบดำเนินการยกระดับมาตรการรักษาความปลอดภัยเบื้องต้น ได้แก่ การบังคับใช้ระบบยืนยันตัวตนแบบหลายปัจจัย (MFA) สำหรับการเชื่อมต่อเข้าถึงระบบภายใน และ VPN ทุกประเภท รวมถึงการตรวจสอบบัญชีผู้ใช้งานแปลกปลอม ตลอดจนการเฝ้าระวังพฤติกรรมการถ่ายโอนข้อมูลปริมาณมากออกไปยังคลาวด์ภายนอก เพื่อให้สามารถระบุและระงับเหตุการณ์ได้อย่างทันท่วงทีตั้งแต่ระยะแรกเริ่มของการโจมตี

แหล่งข่าว : https://thehackernews.com/2026/08/ransom-busters-claims-it-hacked.html